Development activity Of citizen Forum  
  HOME ::
   
 

การจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น

 

ทำไมต้องมีการจัดสรรน้ำ            การจัดสรรน้ำมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้น ฐานในการดำรงชีวิต ทั้งในการใช้เพื่ออุปโภค บริโภค การผลิตการเกษตร และอุสาหกรรม ปัจจุบันการขยายตัวของทั้งชุมชนเมืองและภาคอุสาหกรรม ทำให้ความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณการใช้และกลุ่มผู้ใช้ ปัญหาของการใช้น้ำของกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลาย มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันในปริมาณ คุณภาพ และช่วงเวลาของการใช้ เกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นมากขึ้น ทั้งในกรณีที่น้ำมีน้อยไม่พอใช้ น้ำเสื่อมคุณภาพจากการปนเปื้อนสารเคมีและเจือปนสิ่งสกปรก นำไปสู่ความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำ ตลอดจนน้ำล้นเกินต้องการเกิดภาวะน้ำท่วมเสียหายทำรายทรัพย์สินและชีวิต ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาข้างต้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เรา เห็นและได้รับผลกระทบ แต่เบื้องหลังของปรากฏการณ์นั้นก็คือ การขาดการจัดสรรน้ำทั้งระบบ รวมถึงขาดการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการและความจำเป็นในการใช้ ของกลุ่มผู้ใช้สำคัญกลุ่มต่างๆ

         
 
         

บทเรียนการจัดการน้ำที่ผ่านมา

            แนวคิดการจัดการน้ำที่ผ่านมาเป็นแบบเสรี ( Open Access  ) โดยถือว่าทุกคนมีสิทธิอย่างเสรีในการใช้น้ำอย่างเท่าเทียมกันตามที่ต้องการ โดยภาครัฐผูกขาดการเล่นบทบาทนำในการตัดสินใจในการจัดการ ซึ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่และการแก้ไขปัญหาเพียงเฉพาะหน้า ด้วยเครื่องมือ วิธีการทางเทคนิคและกฎไกลทางกฎหมายเป็นหลัก ขาดการเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมรวมถึงชุมชนท้องถิ่นด้วยความรู้และปัญญาดั่งเดิมก็ขาดการยอมรับทั้งทางกฎหมายและสังคม ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการใช้และการจัดการทรัพยากรน้ำเพิ่มมากขึ้นและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาทางกายภาพหรือการจัดการน้ำโดยตรงเท่านั้น แต่เป็นปัญหาการจัดสรรน้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นธรรมอีกด้วย
            นโยบายน้ำไม่ครอบคลุมระบบสิทธิ  การเปลี่ยนแปลงในการใช้ทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กรอบการใช้กฎหมาย นิติบัญญัติ ส่งผลให้การรับรองสิทธิของไทยที่ให้การรับรองเพียงสิทธิในความหมายอย่างแคบ คือสิทธิการครอบครอง ( ในแง่การมีกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สิน ) เท่านั้น แต่ละเลยสิทธิในรูปแบบอื่นๆ เช่น สิทธิในการใช้ สิทธิในการเข้าถึงและสิทธิในการจัดการ เป็นต้น การไม่ให้การยอมรับสิทธิเดิมที่ชุมชนเคยมีอยู่ในรูปของการจัดการทรัพยากรน้ำแบบจารีต ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการใช้และการจัดการมากขึ้น นอกจากนั้นยังขาดเครื่องมือที่เหมาะสมในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
            การสร้างและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย (  Stakeholders  ) ยังไม่เพียงพอ  การมีส่วนร่วมและแบบแผนของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย ในการตัดสินใจในการใช้และการจัดสรรทรัพยากรน้ำยังไม่ชัดเจนทั้งในระบบโครงสร้างและระดับการปฏิบัติในพื้นที่ ก่อให้เกิดความสับสนและความไม่ไว้วางใจระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ เนื่องจากความแตกต่างกันในมุมมองและผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียเหล่านี้ เป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น ตามกรอบแนวทางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ
            ขาดกลไกที่สามารถนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดกลไกลขององค์กรในรูปคณะอนุกรรมการในระดับลุ่มน้ำนั้นครอบคลุมขอบเขตในเชิงพื้นที่ ( Geographical boundaries ) มีความไม่ลงรอยกับการจัดการในเชิงขอบเขตการปกครอง ( Administrative boundaries  ) ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการแผนและงบประมาณ
นอกจากนั้น ช่วงห่างของกลไกลการจัดการสองระดับนี้คือ ระหว่างคณะกรรมการลุ่มน้ำกับคณะทำงานในระดับท้องถิ่นนั้นมีระยะที่กว้างมาก ทำให้กลไกสองระดับนี้ขาดการเชื่อมโยงที่ใกล้ชิด จึงทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่มักขาดเจ้าภาพที่จะรับผิดชอบงานในระดับกลางที่อยู่ระหว่างองค์กรรับผิดชอบในระดับลุ่มน้ำและองค์กรรับผิดชอบในระดับท้องถิ่น เนื่องจากหน่วยทางนิเวศของลุ่มน้ำนั้นมักมีขนาดกว้างขวาง บางครั้งอาจกินพื้นที่เขตปกครองกว้างถึง 3 จังหวัด ดังกรณีของลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำปราจีน เป็นต้น การที่จะให้บรรลุผลในทางการบริหารการจัดการที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นไปได้ยาก
    แนวคิดในการจัดการน้ำของรัฐไม่คำนึงถึงความเป็นเรื่องเฉพาะที่ เฉพาะถิ่น  ขาดการแยกแยะและทำความเข้าใจ สถานการณ์ในแต่ละที่ให้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของนิเวศเฉพาะ ความสัมพันธ์ระหว่างของคนกับน้ำว่าเป้นอย่างไร หรือในเชิงนิเวศวัฒนธรรม โดยใช้การมองและการจัดการแบบเดียวเหมือนกันไปหมด
            การใช้ความรู้ในการจัดการน้ำจำกัดเฉพาะเทคนิค ความรู้ที่ใช้ในกระบวนการตัดสินใจในการจัดสรรน้ำให้ความสำคัญแต่เพียงความรู้ในทางเทคนิค ด้านวิศวกรรม โดยเน้นที่การพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดหาน้ำต้นทุนเป็นหลัก ขาดการใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์และความรู้ท้องถิ่นที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในด้าน การตกลงร่วมหรือการต่อรองในระบบสิทธิและมิติการใช้ การจัดการ หรือการถ่ายโอน กระบวนการทางสังคมที่สามารถจัดการความขัดแย้ง รวมทั้งการจัดวางกลไกการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นที่อาศัยฐานความรู้ท้องถิ่นเป็นแกนกลาง
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เชิงระบบ และวิธีคิดว่า เราให้ความหมายกับน้ำอย่างไร เราจัดการกับมันอย่างไร และโครงสร้างระบบอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาดังเช่นที่ผ่านมา

แนวคิดการจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น          

            การจัดการน้ำควรทำอย่างมีระบบ โดยมองให้เห็นความเชื่อมโยงในแง่ของระบบทรัพยากรน้ำที่สัมพันธ์กับทรัพยากรอื่นๆ เช่น ป่าไม้ ที่ดิน ฯลฯ และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการใช้และการจัดการของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นองค์กรชุมชน กลุ่มบุคคล และกระบวนการมีส่วนของท้องถิ่น ในอดีตการจัดการน้ำเป็นบทบาทของภาครัฐเป็นหลักทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำ รวมทั้งขาดการดูแล เอาใจใส่จากผู้ใช้และท้องถิ่น ทำให้น้ำเสื่อมคุณภาพ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม เกิดการจัดปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจกันใหม่ระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันโดยอยู่บนฐานการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและ เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ควรพิจารณาประเด็นกรอบแนวคิดเบื้องต้น ดังนี้โดยพิจารณากรอบแนวคิดเบื้องต้นดังนี้

  1. การใช้ประโยชน์และการจัดการ  โดยการมองหาความสัมพันธ์ของกลุ่มน้ำในฐานะที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติกับคนในฐานะที่เป็นหน่วยทางสังคมที่เกี่ยวข้องกันและกันในด้านการใช้ประโยชน์และการจัดการ โดยพิจารณาลุ่มน้ำในแง่ที่เป็นระบบนิเวศและหน่วยทางสังคมที่เป็นองค์รวมไม่แยกจากกันและคำนึงถึงการใช้และจัดการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นในเชิงประวัติศาสตร์ ที่มีพัฒนาการร่วมกันมา โดยเน้น การวิเคราะห์พื้นที่เป็นหลัก ( Area Oriented ) ซึ่งหมายถึง การวิเคราะห์พื้นที่ทั้งของลุ่มน้ำและพื้นที่เฉพาะในแต่ละท้องถิ่น โดยการทำความเข้าใจระบบความสัมพันธ์ของความเป็นองค์รวม นิเวศลุ่มน้ำและความเป็นเฉพาะถิ่น เฉพาะที่ของความเป็นระบบนิเวศย่อย ที่เลือกมาทำการวิเคราะห์ เพื่อจะวิเคราะห์หาแบบแผนของการเปลี่ยนแปลงในแง่ของระบบนิเวศลุ่มน้ำ และการใช้ การจัดการที่เป็นเฉพาะท้องถิ่น

  2. การวิเคราะห์ระบบสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง  ด้วยการใช้แนวทางการทำงานแบบมีส่วนร่วมต่างๆ เช่น การประเมินทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม การประเมินสภาวะชุมชนแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการวิเคราะห์กลุ่มผู้มี่สวนได้ส่วนเสีย ฯลฯ เพื่อทำความเข้าใจการจัดความสัมพันธ์ของกลุ่มเหล่านี้ในด้านความต้องการในการใช้น้ำประกอบอาชีพ ความรู้ ความสามารถ ทักษะความเกี่ยวข้องที่ใช้และการจัดการน้ำความร่วมมือและความขัดแย้ง รวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนการใช้อำนาจของกลุ่มต่างๆ ผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจด้วย

        
แนวทาง / วิธีการทำงาน

  • วิเคราะห์ภาพรวมลุ่มน้ำ จำแนกระบบลุ่มน้ำย่อย ลุ่มน้ำสาขา ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนย่อย เพื่อทำความรู้จักและความเข้าใจในลักษณะความเป็นลุ่มน้ำ มองภาพความสัมพันธ์เชื่อมโยงของระบบนิเวศลุ่มน้ำหลักและย่อย ที่สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้วิเคราะห์ลักษณะสำคัญๆ ประเด็นที่น่าสนใจและสภาพปัญหาของลุ่มน้ำร่วมกัน ในเบื้องต้น

  • ระบุระบบนิเวศสำคัญที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ศึกษา  เพื่อจะไปสู่การมองและทำความเข้าใจความเฉพาะของระบบนิเวศย่อย ความเฉพาะของท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงถึงภาพรวมในระบบลุ่มน้ำได้

  • จัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ใช้กับทรัพยากรน้ำในระบบนิเวศสำคัญที่เป็นตัวแทนของพื้นที่การศึกษา  ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของระบบทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ของกลุ่มผู้ใช้น้ำสำคัญๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การทำความเข้าใจ และมองไปให้ลึกถึงเบื้องหลังของสภาพปัญหาที่ปรากฏอยู่

  •  ระบบประเด็นปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ หากกลุ่มแกนที่เป็นตัวจี๊ดในการทำความรู้ และการสร้างการเรียนรู้ข้ามกลุ่มผู้ใช้น้ำผ่านประเด็นปัญหาร่วมของแต่ละพื้นที่ ด้วยกระบวนการประเมินทรัพยากรแบบมี่สวนร่วม  เพื่อทำความเข้าใจการจัดความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ใช้น้ำสำคัญ ผ่านการใช้ประโยชน์ การจัดการ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมถึงเชิงวัฒนธรรม ประเพณี โดยใช้แนวทางการทำงานแบบมีส่วนร่วม อีกทั้งยังเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำสำคัญ ในการทำความเข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับปัญหาของตนเอง  กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมอันจะนำไปสู่การค้นหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันต่อไป

  • พัฒนาการทำงาน ความรู้ และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของคนในพื้นที่ ผ่านกระบวนการวิจัยในท้องถิ่น เช่น งานวิจัยในท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่องได้

  • กระบวนการสร้างทางเลือกและประเมินทางเลือกในการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ย่อยและระดับลุ่มน้ำ ด้วยแนวคิด Deliberative Democracy  ( กระบวนการชั่งตรองร่วมกันอย่างมีวิจารณญาณของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยใช้ข้อมูลความรู้ที่รอบด้านอย่างเป็นระบบ )

  • การเชื่อมโยงการทำงานในระดับนโยบาย

  • เชื่อมประสานกับคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ฯลฯ เพื่อผักดันกลไก และผลการทำงานระดับพื้นที่ ให้เกิดการยอมรับและนำไปใช้เป็นแนวทางในการทำงาน

  • เชื่อมโยงการทำงาน 3 ระดับ ระดับพื้นที่ จังหวัด ลุ่มน้ำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความเคลื่อนไหว และเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

  • พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสร้างการสื่อสารกับสาธารณะ