Development activity Of citizen Forum  
  HOME ::
   
 
 

บทบาทประชาชนกับแนวทางการใช้สิทธิร่วม
พิทักษ์สิ่งแวดล้อม


 

          สิทธิของประชาชนตามกฎหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้ให้สิทธิประชาชนในการร่วมมือกับทางราชการใน
การจัดการสิ่งแวดล้อมและมีสิทธิดำเนินคดีต่อผู้ฝ่าฝืนได้ด้วยอันเป็นการช่วยบังคับใช้กฎหมายและมีสิทธิที่จะตรวจสอบการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นในการจัดทำโครงการบางอย่างด้วย เพื่อให้เกิดการกำหนดนโยบายและการวางแผนเป็นไปอย่างรอบครอบและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

 

          แนวคิดที่กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดซึ่งสอดประสานกับแนวคิดในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวทางภาครับต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาคของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยมาตรา 69 บัญญัติไว้ตามความหมายในใจความว่า (มาตรา 69) บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากรรับการศึกษาอบรมพิทักษ์ป้องกันและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติภูมิปัญญาท้องถิ่นและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมตามที่ กฎหมายบัญญัติ

 

          กฎหมายสิ่งแวดล้อมทุกฉบับได้กำหนดข้อห้าม และข้อปฏิบัติให้แก่ประชาชน ที่จะต้องดำเนินการ เพื่อให้การอนุรักษ์หรือให้คุ้ม ครองสิ่งแวดล้อมและข้อห้ามบางกรณีผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษทางอาญาบางกรณีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและบางกรณีต้องถูกบังคับให้ดำเนินการตามคำสั่งก็ได้ เช่น

 

-ห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปหรือบุกรุกเข้าไปในเขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า
-ห้ามมิให้ก่อสร้างอาคารในเขตที่กำหนดสูงเกินกว่าที่ประกาศไว้ในกระทรวง
-ให้เจ้าหน้าที่ของแหล่งกำเนิดมลพิษหรือเจ้าของโรงงานต้องจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย หรือระบบกำจัดของเสีย ขยะมูลฝอย

 

และในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 6 (5) กำหนดหน้าที่ของบุคคลสำหรับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยเคร่งครัดทั้งนี้ตามที่ราชบัญญัติ นี้และกฎหมายว่าด้วยการนั้นได้บัญญัติไว้ข้อห้ามและข้อกำหนด เหล่านี้ประชาชนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามและยังมีหน้าในการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปด้วยแม้ว่ากฎหมายจะไม่ระบุให้ปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจงก็ตามกล่าวได้ว่ากฎหมายไทยในปัจจุบันได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และจัดหารสิ่งแวดล้อมตลอดจนการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายแต่สิ่งที่กฎหมายไทยยังให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐซึ่งควรได้รับการเพิ่มเติมและปรับปรุงตามรายละเอียดที่จะได้กล่าวต่อไปนี

 

          1.ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในการจัดการหรืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือคุ้มครองสิ่งแวดล้อมใน
เขตท้องถิ่นของตนเองได้มากกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในโครงการที่ปฏิบัติมากกว่ากำหนดนโยบาย
          2.ควรส่งเริมให้มีโครงการรณรงค์เรื่องจิตสำนึกของประชาชนที่จะเข้ามาพิทักษ์สิ่งแวดล้อมมากกว่าที่จะถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของ
ทางภาครัฐ
          3.ควรมีมาตรการในการให้ความรู้และข้อมูลของทางราชการที่ถูกต้องแก่ประชาชน ก่อนขอความเห็นในการทำประชาพิจารณ์
          4.ควรส่งเสริมหีมีอาสาสมัครคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากธรรมชาติ โดยจัดเป็นองค์กรหรือกลุ่มอาสา
สมัครขึ้น ซึ่งอาจได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐในด้านงบประมาณเพื่อดูแลและประสานงานกับภาครัฐในการคุ้มครองและป้องกันการละ
เมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายแต่ไม่มีความสามารถในการฟ้องคดี
          5.ควรมีองค์กรพิเศษขึ้นมาพิจารณาความผิดของเจ้าพนักงานในการละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพราะการจะให้ประชาชน
ไปแจ้งความกล่าวโทษเจ้าพนักงานที่ละเลยหรือฝ่าฝืนกฎหมายบางครั้งเจ้าพนักงานดังกล่าวก็เป็นองค์กรสอบสวนหรือสั่งคดีเองจึงอาจทำ
ให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินการดังกล่าวได้

 

          อาจกล่าวได้ว่าบทบาทของประชาชนในการอนุรักษ์และคุ้มครองสภาพสิ่งแวดล้อมตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้แม้ว่าในกฎหมายจะได้บัญญัติรับรองมาใหม่โดยเปลี่ยนความรับผิดชอบโดยรัฐแต่ผู้เดียวมาเป็นความร่วมมือของประชาชนด้วยก็ไม่ใช่แนวทางแปลกใหม่ในสังคมไทยแต่อย่างใด และมิใช่เป็นเรื่องที่รัฐให้สิทธิภาพหรือกำหนดหน้าที่ดูแลจัดการดังกล่าวแก่ประชาชนเพราะไม่อาจดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วตามความจริงแล้วการจัดการหรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติหรือการคุ้มครองสิ่งแวด ล้อมนั้นเดิมในสังคมในชนบทของไทยก็เป็นบทบาทหน้าที่ของคนทุกคนในหมู่บ้านนั้นซึ่งได้ถือปฏิบัติมาช้านานแล้วและหน้าที่ที่จะให้ความคุ้มครองสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวก็ควรเป็นของประชาชนทุกคนซึ่งมีส่วนทำลายความสมดุลแห่งธรรมชาติหรือเพราะคนเป็นผู้ก่อมลพิษจึงควรรับผิดชอบในการกระทำของตนเองแต่สิ่งที่ควรคำนึงเป็นอย่างมากคือแนวทางที่จะให้ทุกคนเข้ามาร่วมแก้ไขนั้นจะต้องมีแนวทางสำหรับในเรื่องนั้นอย่างชัดเจนและด้วยความเห็นในหลักการและอุดมการณ์เดียวกันแต่อาจแตกต่างกันไปตามความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่นและความร้ายแรงของสภาพมลภาวะ ในเขตนั้นๆ มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นการร่วมกันอนุรักษ์แต่ชื่อหาใช่เป็นการทำให้อนุรักษ์หรือคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงไม่แต่แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมดังกล่าวใครเหล่าเป็นผู้กำหนดและค้นหาปริศนาแห่งกฎหมายสายทางการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติที่แท้จริงได้ก่อนกัน ระหว่างภาครัฐหรือภาคประชาชนคนเดินดิน